วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เมื่อเจ้าหน้าที่เสนอมา ผมก็ต้องทำตามเสนอ ฟังได้หรือไม่?

โปรดพิจารณาแนวทางการพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกานี้...


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6432/2548
นายอัครเดช ตะน่าน กับพวก
     โจทก์
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กับพวก
     จำเลย



ป.วิ.พ. มาตรา 55



          โจทก์ทั้งสองขอรับเงินบำเหน็จตกทอดของนาย ป. กับนาง อ. ข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งถูกคนร้ายยิงถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงทำหนังสือเสนอให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังพิจารณา แต่กรมบัญชีกลางแจ้งให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่าการตายของนาย ป. กับ นาง อ. มีสาเหตุเนื่องมาจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของผู้ตายทั้งสองหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการดังกล่าวสอบสวนแล้วมีความเห็นหรือมติว่าสาเหตุการตายของนาย ป. เนื่องมาจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของนาย ป. ส่วนสาเหตุการตายของนาง อ. ไม่ได้เนื่องมาจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของนาง อ. กรมบัญชีกลางจึงไม่จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดของนาย ป. ให้แก่โจทก์ทั้งสอง คงจ่ายให้เฉพาะส่วนของนาง อ. การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสอง ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ความเห็นดังกล่าวหามีผลเป็นการวินิจฉัยชี้ขาด หรือฟังเป็นยุติที่กรมบัญชีกลางจะต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใดไม่ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองเช่นเดียวกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด



________________________________





          โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่ามติของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนมติดังกล่าว

          จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

          โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

          โจทก์ทั้งสองฎีกา

          ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองขอรับเงินบำเหน็จตกทอดของนายประเสริฐ กับนางอุราญ ข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งถูกคนร้ายยิงถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงทำหนังสือเสนอให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังพิจารณา แต่กรมบัญชีกลางแจ้งให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่าการตายของนายประเสริฐกับนางอุราญมีสาเหตุเนื่องมาจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของผู้ตายทั้งสองหรือไม่เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการดังกล่าวสอบสวนแล้วมีความเห็นหรือมติว่าสาเหตุการตายของนายประเสริฐเนื่องมาจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของนายประเสริฐ ส่วนสาเหตุการตายของนางอุราญไม่ได้เนื่องมาจากความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของนางอุราญ กรมบัญชีกลางจึงไม่จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดของนายประเสริฐให้แก่โจทก์ทั้งสอง คงจ่ายให้เฉพาะส่วนของนางอุราญ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดหรือไม่ เห็นว่า อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังโดยเฉพาะ เมื่อโจทก์ทั้งสองขอรับเงินบำเหน็จตกทอดของนายประเสริฐ จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอเรื่องไปให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณา กรมบัญชีกลางส่งเรื่องให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เมื่อได้ทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า สาเหตุการตายของนายประเสริฐเกิดขึ้นเนื่องมาจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของนายประเสริฐ และต่อมาได้ส่งความเห็นนี้ไปให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณา ความเห็นของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ได้จากการสอบสวนจึงเป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ที่ได้รับความหมายมาจากจำเลยที่ 1 แต่ความเห็นดังกล่าวหามีผลเป็นการวินิจฉัยชี้ขาด หรือฟังเป็นยุติที่กรมบัญชีกลางจะต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใดไม่ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองเช่นเดียวกัน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

  

( มนตรี ยอดปัญญา - วิชัย วิวิตเสวี - ธานิศ เกศวพิทักษ์ )



ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายอุทัย พิศวง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิจิตร วิสุชาติ

เมื่อท่านมีอำนาจตามกฎหมาย อำนาจตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่ท่าน...

คนอื่นอยู่ในฐานะเป็นเพียงผู้ให้ความเห็นเท่านั้น ดูได้จากคำพิพากษาฎีกา นี้...


คดีแดงที่  887/2538
นางรูส เจริญราชภักดี กับพวก โจทก์
กรมที่ดิน จำเลย

 ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕, ๒๔๙
ป. ที่ดิน มาตรา ๗๑

การที่กรมที่ดินจำเลยให้ความเห็นแก่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ ว่า การจดทะเบียนสิทธิเก็บกินที่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่ จะรับจดทะเบียนให้ไม่ได้ การให้ความเห็นดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาแก่เจ้าพนักงานที่ดินเท่านั้น ส่วนการรับหรือไม่รับ จดทะเบียนสิทธิเก็บกินเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินตาม ป. ที่ดิน มาตรา ๗๑ โดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับจำเลย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนสิทธิเก็บกิน จึงเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานที่ดินตามหน้าที่ที่ ป.ที่ดินให้ไว้โดยเฉพาะไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย การให้ความเห็นของจำเลยจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง



…………………..……………………………………………………………..







(ยรรยง ปานุราช - ยงยุทธ ธารีสาร - อำนวย สุขพรหม )



ศาลแพ่ง - นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์

ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี แก้วสาร


คำพิพากษาผูกพันคู่ความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2547
นาง ยุพินหรือธวัลพร พริกนุ่น
โจทก์
นาง แดง พัชรัษเฐียร
จำเลย


ป.วิ.พ. มาตรา 145
                คดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้วมีประเด็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ และมีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลจะฟังว่าที่ดินเป็นของผู้ตายเพียงผู้เดียว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้

________________________________


                โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 312 เนื้อที่ 11 ไร่ 64 ตารางวา ตามพินัยกรรมของนางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุกเจ้ามรดก ซึ่งยกที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยเป็นน้องของนายฟุ้งหรือคุ้งได้ปลูกบ้านเลขที่10 อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศเหนืออยู่ก่อนนางฟุ้งหรือคุ้งถึงแก่กรรมภายหลังจากโจทก์รับโอนที่ดินดังกล่าวแล้วโจทก์แจ้งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอมออกไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ดินดังกล่าวอาจให้เช่าได้เดือนละ 5,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับแต่วันแจ้งให้จำเลยรื้อถอนวันที่ 23 มิถุนายน 2540 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือนเศษ รวมเป็นเงิน15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 3 ตำบลควนทอง(ท้องเนียน) อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 15,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินโจทก์
                จำเลยให้การว่า นางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุก ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินทั้งแปลงแต่มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 แทนน้อง 3 คน คือนางล้อม ชูเขียวนายแพ ใจสนุก และจำเลย เนื่องจากเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนายทอง และนางเล็ก ใจสนุก บิดามารดาของนางฟุ้งหรือคุ้ง นางล้อม นายแพและจำเลย ต่อมาในปี2475 นายทองและนางเล็กได้แบ่งปันและยกที่ดินดังกล่าวให้บุตรทั้ง 4 คน เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นส่วนสัดและจำเลยได้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินดังกล่าว นางฟุ้งหรือคุ้งจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งแปลงให้แก่โจทก์ และพินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากเจ้ามรดกถูกหลอกให้พิมพ์ลายนิ้วมือในพินัยกรรม ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
                ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่านายทองและนางเล็ก ใจสนุก มีบุตร 4 คน คือ นางฟุ้งหรือคุ้ง ใจสนุกนางล้อม ชูเขียว นายแพ ใจสนุก และจำเลย ส่วนโจทก์เป็นหลานของนางล้อม ที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 เอกสารหมาย จ.2 มีชื่อนางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดิน ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 และมีจำเลยปลูกบ้านเลขที่ 10 อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทในปี 2538 นางฟุ้งหรือคุ้งถึงแก่กรรมโจทก์จึงนำพินัยกรรมของนางฟุ้งหรือคุ้งตามเอกสารหมาย จ.8 ที่ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 ให้โจทก์ไปจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์ปากเดียวเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้ง โดยโจทก์ไม่มีพยานบุคคลอื่นมาสนับสนุน และแม้ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 ตามเอกสารหมาย จ.2 จะมีชื่อนางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่านางฟุ้งหรือคุ้งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เท่านั้น ไม่เป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด ฝ่ายจำเลยอาจนำสืบหักล้างได้ ส่วนที่จำเลยเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางฟุ้งหรือคุ้ง และโจทก์ได้คัดค้าน ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกคำร้องขอของจำเลยตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.4 นั้นเห็นว่า ในคดีดังกล่าวมีประเด็นว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลหรือไม่ และมีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งหรือไม่ จึงมีประเด็นต่างกัน แม้ในคดีก่อนศาลจะฟังว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 312 เป็นของนางฟุ้งหรือคุ้งผู้ตายเพียงผู้เดียว ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวในคดีก่อนมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายปลูกบ้านอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา เมื่อโจทก์ไปขอรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวและขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฝ่ายจำเลยก็ไปคัดค้านตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.9 จ.10 และจ.15 จำเลยกับนายอรรถ พัชรัษเฐียร สามียังเบิกความถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทว่าเดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนายทองและนางเล็ก ใจสนุก บิดามารดาของจำเลยและนางฟุ้งหรือคุ้งต่อมาประมาณปี 2475 นางเล็กได้ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวให้จำเลย ขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิในปี 2476 จำเลยและนายอรรถได้ปลูกบ้านเลขที่ 10 ในที่ดินพิพาทตามภาพถ่ายหมายล.1 และปลูกต้นไม้ผลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ต่อมาปี 2527 มีการตัดถนนสายขนอม - ดอนสัก ผ่านที่ดินดังกล่าวทำให้ที่ดินแบ่งออกเป็น 2 แปลง ที่ดินพิพาทอยู่ทางทิศเหนือของถนนจำเลยจึงปลูกบ้านหลังใหม่ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 เพื่อหลบแนวถนน ส่วนนางฟุ้งหรือคุ้งได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงแทนน้องทุกคนรวมทั้งจำเลย จำเลยยังมีนายจรุง เสือทอง นายจรัส เสือทอง นายกระจ่างเมฆแดง ซึ่งล้วนเป็นคนดั้งเดิมของท้องที่ดังกล่าวและนางชฎาพร ชูรุจิพร บุตรของจำเลยเป็นพยานเบิกความสนับสนุน แม้ในเรื่องนายทองและนางเล็กยกที่ดินพิพาทให้จำเลยนายจรุงได้รับคำบอกเล่าจากนายแพและนางล้อม ส่วนนางชฎาพรได้รับคำบอกเล่าจากจำเลยและนายอรรถ แต่คำบอกเล่าดังกล่าวก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของจำเลยได้ ทั้งเมื่อพิจารณาสภาพบ้านเลขที่ 10 ของจำเลยทั้งสองหลังตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และ ล.3 ก็แสดงว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานแล้ว และบ้านทั้งสองหลังก็ปลูกสร้างในลักษณะถาวรเหมือนปลูกสร้างในที่ดินของตนเอง ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยข้างต้น โจทก์เองก็ไม่ทราบว่าจำเลยเข้าปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อไรและโดยอาศัยสิทธิอะไรที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยว่าเมื่อจะทำอะไร เห็นจำเลยไปขออนุญาตนางฟุ้งหรือคุ้งทุกครั้งนั้น มีแต่โจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ ทำให้มีน้ำหนักน้อยพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางฟุ้งหรือคุ้งแต่เป็นของจำเลย นางฟุ้งหรือคุ้งจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามฟ้องที่จะมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
                พิพากษายืน


( พินิจ บุญชัด - มงคล ทับเที่ยง - สุรพล เตชะกำธร )

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ต้องการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินให้นึกถึงเจ้าพนักงานที่ดินก่อน

การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดินที่จะให้มีผลตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนด ต้องอาศัยบริการของ"พนักงานเจ้าหน้าที่"เป็นผู้ปฏิบัติการตาม ป.ที่ดิน และพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม ป.ที่ดิน แม้จะเป็นเจ้าพนักงานศษลที่ศาลสั่งให้ไปดำเนินการก็ไม่ได้...

ดูคำพิพากษาฎีกาค้อไปนี้

คดีแดงที่  495/2509
นางตั้ง แซ่อุ๋ย ที่ 1 นางทัศนีย์ อันติมานนท์ ที่ 2 จ.
นางเป๊กกั้วหรือบังอร คณีกุล ที่1 นางต่วน ถาวร ที่ 2 จ.ล.


ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๙
ป.พ.พ.มาตรา ๗๙๘
ป.วิ.พ.มาตรา ๙๔

โจทก์ฟ้องเรียกเอาประโยชน์ที่อ้างว่าตัวแทนได้รับไว้จากการที่โจทก์มอบหมายให้ไปทำการแทน ดังนั้น ถึงการตั้งตัวแทนนั้นจะไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือ โจทก์ก็ย่อมฟ้องได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ (อ้างฎีกาที่ ๖๔๐/๒๔๘๙ และ ๔๑๘/๒๕๐๑)
เอกสารมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ โจทก์ก็นำสืบได้ว่าที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่พิพาทนั้นได้กระทำในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ หาใช่นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารไม่
(อ้างฎีกาที่ ๖๔๐/๒๔๘๙ และ ๑๒๙๐/๒๕๐๑)
ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗๙ บัญญัติว่า เมื่อผู้มีสิทธิในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินแล้ว ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินเป็นบางส่วน ต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้น และพนักงานอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้นไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เมื่อได้รังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว ถ้าจะต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็ให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเสียก่อน แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้ ดังนั้น การที่คู่ความชี้เขตให้พนักงานศาลทำแผนที่แบ่งเขตที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ และศาลพิพากษาให้เป็นไปตามนั้น จึงไม่ชอบ ชอบที่จะให้ถอนชื่อจำเลยออกและใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้มีชื่อในโฉนด

…………………..……………………………………………………………..

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้มอบเงินของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนไปทำการซื้อที่ดินแทนโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดใส่ชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ตลอดมา ต่อมาโจทก์ประสงค์จะปลูกตึกในที่ดินของโจทก์ ได้แจ้งในจำเลยจัดการโอนที่ดินเป็นของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติ จึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบให้จำเลยซื้อทรัพย์แทนโจทก์ จำเลยที่ ๒ ซื้อทรัพย์พิพาทจากผู้มีชื่อและใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ กับนางนุ้ย แซ่เตียว ลงในใบไต่สวนร่วมกับจำเลยที่ ๒ โจทก์อ้างว่าให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อทรัพย์พิพาทไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือย่อมเป็นโมฆะ ใช่ไม่ได้ตามกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยเป็นตัวแทนซื้อทรัพย์พิพาทแทนโจทก์แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็ฟ้องได้ ให้จำเลยทั้งสองจัดการโอนโฉนดให้แก่โจทก์ที่ ๒
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าให้จำเลยซื้อที่ดินแทนตน แต่ไม่มีหลักฐานการตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ ย่อมเป็นโมฆะนั้น กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกเอาประโยชน์ที่อ้างว่าตัวแทนได้รับไว้จากการที่โจทก์มอบหมายให้ไปทำการแทน ดังนั้น ถึงการนั้นจะไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือ โจทก์ก็ย่อมฟ้องได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนที่ว่าเมื่อตามเอกสารมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของโจทก์จะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นประการอื่นไม่ได้นั้น โจทก์นำสืบได้ว่าที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่พิพาทนั้น ได้กระทำในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ หาใช่นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารไม่ พยานโจทก์มีหลักฐานมั่นคงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินรายนี้ส่วนหนึ่งไว้ให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากที่ดินแปลงนี้มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ ๓ คน การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พนักงานศาลไปทำแผนที่แบ่งเขตที่ดินตามโฉนดแล้วชี้ขาดว่าที่วิวาทหมายเส้นสีแดงเป็นของโจทก์นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะตามประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติว่า เมื่อผู้มีสิทธิในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินแล้ว ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินเป็นบางส่วน ต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้นและพนักงานอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้น ไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เมื่อได้รังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว ถ้าจะต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ก็ให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเสียก่อน แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้ ดังนั้น การที่คู่ความชี้เขตให้พนักงานศาลทำแผนที่แบ่งเขตที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ และศาลพิพากษาให้เป็นไปตามนั้นจึงไม่ชอบ
พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดที่ดิน แล้วใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์ต่อไป ยกฎีกาจำเลย

(เสนอ บุณยเกียรติ-เชื้อ คงคากุล-ยง เหลืองรังษี )

ศาลจังหวัดระนอง - นายสมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ
ศาลอุทธรณ์ - นายใหญ่ ศาลยาชีวิน


ฐานะการเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย

ท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า"เจ้าพนักงาน" ก็คือบุคคลสามัญนี่เอง เป็นแต่มีอำนาจหน้าที่บริหารบางสิ่งบางอย่าง และเฉพาะภายในกรอบอำนาจและหน้าที่นั้น จึงจะถือว่าการกระทำของเขาเป็นการกระทำในฐานเป็นเจ้าพนักงาน

มีคำพิพากษาศาลฎีกาทีอธิบายความเป็นเจ้าพนักงานไว้ชัดเจน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๑๑/๒๕๑๖ มีความละเอียดดังนี้

คดีแดงที่  511/2516
พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์
นายพานิช หรือเซ็ก กุสลานุภาพ จำเลย


ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓, ๑๕๗, ๑๗๗

             การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่ย่อมเป็นไปตามกฎหมาย ที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการ
 เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดส่วนการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดหรือไม่ ย่อมอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ และการที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะต้องไปเบิกความเป็นพยานหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อตำรวจคนใดได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่
  การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในฐานะเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วๆ ไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะแม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓

…………………..……………………………………………………………..

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจเรียกเงินจำนวน ๔,๐๐๐ บาท จากนางบุบผาเพื่อนำไปให้จ่าสิบตำรวจประทีป ซึ่งรับราชการอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแกลงผู้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจจ่าสิบตำรวจประทีปโดยวิธีอันทุจริต ไม่ให้จ่าสิบตำรวจประทีปเบิกความในชั้นศาลว่าเห็นนายบุณย์ถอนฟันในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๓ อันเป็นการไม่กระทำการตามหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจประทีปในการเบิกความในฐานะเป็นพยานในคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระยองโจทก์ นายบุณย์ กังวาฬสถิตย์ จำเลยเรื่องประกอบโรคศิลปะสาขาทันตกรรมไม่รับอนุญาต เพื่อช่วยเหลือให้นายบุณย์ไม่ต้องถูกศาลจังหวัดระยองพิพากษาลงโทษ อันเป็นคุณแก่นายบุณย์ ต่อมาจำเลยได้รับเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท จากนางบุบผา เพื่อนำไปให้จ่าสิบตำรวจประทีปดังกล่าวแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า การเบิกความชั้นศาลของจ่าสิบตำรวจประทีปไม่ใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจแม้จำเลยไปเรียกและรับเงินตามฟ้องจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ พิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จ่าสิบตำรวจประทีปเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด และดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่ถูกจับกุมถูกลงโทษตามกฎหมาย การมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับข้อหาที่จ่าสิบตำรวจประทีปได้จับกุมมา ต้องถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของจ่าสิบตำรวจประทีป มิฉะนั้นข้อกล่าวหาของตนที่หาว่าผู้ถูกจับกุมได้กระทำความผิดก็ไม่เป็นผล เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเรียกเงินจากผู้อื่นเพื่อนำไปให้แก่จ่าสิบตำรวจประทีปเพื่อให้เบิกความผิดเพี้ยนในสารสำคัญจากความเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นการชักจูงใจให้จ่าสิบตำรวจประทีปปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่ผู้ถูกจับกุมแล้ว พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่นั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการ เจ้าพนักงานเช่นจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส นี้ ย่อมมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด เมื่อได้จับกุมผู้กระทำความผิดมาแล้วผู้กระทำความผิดนั้นจะถูกฟ้องร้องหรือไม่ ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เมื่อผู้กระทำความผิดถูกฟ้องแล้วจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส จะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อจ่าสิบตำรวจประทีปบุปผเวส ได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่ แต่เมื่อจะต้องไปเบิกความเป็นพยานแล้วจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส ก็มีหน้าที่ต้องเบิกความไปตามความจริงซึ่งก็เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับหน้าที่ของประชาชนทั่ว ๆ ไปนั่นเอง หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ การที่จ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส มีหน้าที่ต้องเบิกความเกี่ยวกับการกระทำผิดของนายบุณย์ กังวาฬสถิตย์ ตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส ให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ ที่โจทก์ฟ้อง
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

(ศิริ อติโพธิ - เสถียร ลิมปิษเฐียร - ถนอม ครูไพศาล )

ศาลจังหวัดระยอง - นายสันติ ทักราล
ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา พงคล

การตีความแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. ๑๓๒

ถ้อยคำที่กล่าวว่า ในการตีความแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำตามตัวอักษรนั้น หมายความว่าอย่างไร

ขอให้ท่านพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้....

คดีแดงที่  212/2491
กรมราชฑัณฑ์ โดยนายประกอบ บุนนาค ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพิจิตร จ.
นายหาญ ทิพยะ หรือนิพพะยะ จ.ล.


ป.ม.แพ่งฯ ม.132
ป.ม.วิ.แพ่ง ม.94.

ป.ม.แพ่งฯ มาตรา132 ที่ว่าในการตีความแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึง เจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร นั้น หมายความว่า ถ้าข้อความในเอกสารมีทางแปลไปได้แล้ว ก็พึงแปลให้เข้ากับเจตนาในที่นี้ ก็คือเจตนาอันเห็นได้จากหนังสือนั้นเอง มิได้หมายความว่าคู่สัญญาจะทำสัญญาไว้อย่างไรก็ช่าง แต่ย่อมสืบเจตนาได้เสมอการสืบเจตนานอกไปจากที่จะคำนวณได้จากตัวหนังสือนี้ มีห้ามไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94.

…………………..……………………………………………………………..

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาขายข้าวเปลือกให้แก่โจทก์เป็นเวลา ๑ ปี โดยส่งตามงวดซึ่งโจทก์จะได้สั่งในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๘๘ โจทก์แจ้งให้จำเลยส่งข้าวเปลือก ๓๐ เกวียน จำเลยให้เพียง ๑๒ เกวียนโจทก์เตือนให้จำเลยส่งให้ส่งให้ครบ จำเลยไม่ส่ง ทางเรือนจำต้องซื้อข้าวเปลือกจากคนอื่น จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และฟ้องแย้งเรียกเงินมัดจำ และราคาข้าว ๑๒ เกวียน
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยผิดสัญญา จึงพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เงินมัดจำให้โจทก์ริบ และให้โจทก์ชำระราคาข้าวเปลือก ๑๒ เกวียนให้จำเลย
ศาลอุทธร์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาเป็นใจความสำคัญว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีวัตถุประสงค์ส่งข้าวให้ผู้ถูกคุมขังในเรือนจำกินตลอดเวลาสัญญา โจทก์สั่งเท่าใด จำเลยส่งไม่ครบก็ได้ หากมีข้าวเพียงพอเลี้ยงผูต้องขัง ศาลล่างและศาลอุทธร์ไม่ยอมให้จำเลยนำสืบความข้อนี้ นั้นไม่ถูกต้อง การแปลสัญญา ต้องหยั่งถึงเจตนาตาม ป.ม.แพ่งฯม.๑๓๒
ศาลฎีกาเห็น ตามป.ม.แพ่งฯ ม. ๑๓๒ ที่ว่า ในการตีความแสดงเจตนานั้น ท่านให้เล็งถึงเจตนาอนแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำในสำนวนตามตัวอักษรนั้น หมายความว่าถ้าข้อความในเอกสารมีทางแปลไปได้แล้ว ก็พึงแปลให้เข้ากับเจตนาอันเท็จจริงของคู่สัญญา เพราะเจตนาในที่นี้ ก็คือเจตนาอันเห็นได้จากหนังสือั้นเอง มิได้หมายความว่า คู่สัญญาจะทำอย่างไรก็ช่างแต่ย่อมสืบเจตนาได้เสมอ นอกจากนี้การสืบเจตนานอกไปจากที่จะคำนวนได้จากตัวหนังสือนี้ ยังมีห้ามไว้ในป.ม.วิ.แพ่งฯม. ๑๔๔ ด้วย สัญญาเรื่องนี้มีถ้อยคำชัดเจน ไม่มีกล่าวว่า สักแต่ให้ข้าวเพียงพอผู้ต้องขังดังจำเลยว่า จึงพิพากษายืน.

(จำรูญเนติศาสตร์ ,มนูภันย์,ศิลปสิทธิ์ )

ศาลชั้นต้น - นายสุจุนต์ เมฆวิชัย
ศาลอุทธรณ์ - หลวงวิเทศจรรยารักษ์