วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ต้องการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินให้นึกถึงเจ้าพนักงานที่ดินก่อน
การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดินที่จะให้มีผลตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนด ต้องอาศัยบริการของ"พนักงานเจ้าหน้าที่"เป็นผู้ปฏิบัติการตาม ป.ที่ดิน และพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม ป.ที่ดิน แม้จะเป็นเจ้าพนักงานศษลที่ศาลสั่งให้ไปดำเนินการก็ไม่ได้...
ดูคำพิพากษาฎีกาค้อไปนี้
คดีแดงที่ 495/2509 | นางตั้ง แซ่อุ๋ย ที่ 1 นางทัศนีย์ อันติมานนท์ ที่ 2 จ. นางเป๊กกั้วหรือบังอร คณีกุล ที่1 นางต่วน ถาวร ที่ 2 จ.ล. |
ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๙
ป.พ.พ.มาตรา ๗๙๘
ป.วิ.พ.มาตรา ๙๔
ป.พ.พ.มาตรา ๗๙๘
ป.วิ.พ.มาตรา ๙๔
โจทก์ฟ้องเรียกเอาประโยชน์ที่อ้างว่าตัวแทนได้รับไว้จากการที่โจทก์มอบหมายให้ไปทำการแทน ดังนั้น ถึงการตั้งตัวแทนนั้นจะไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือ โจทก์ก็ย่อมฟ้องได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ (อ้างฎีกาที่ ๖๔๐/๒๔๘๙ และ ๔๑๘/๒๕๐๑)
เอกสารมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ โจทก์ก็นำสืบได้ว่าที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่พิพาทนั้นได้กระทำในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ หาใช่นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารไม่
(อ้างฎีกาที่ ๖๔๐/๒๔๘๙ และ ๑๒๙๐/๒๕๐๑)
ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗๙ บัญญัติว่า เมื่อผู้มีสิทธิในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินแล้ว ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินเป็นบางส่วน ต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้น และพนักงานอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้นไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เมื่อได้รังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว ถ้าจะต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็ให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเสียก่อน แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้ ดังนั้น การที่คู่ความชี้เขตให้พนักงานศาลทำแผนที่แบ่งเขตที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ และศาลพิพากษาให้เป็นไปตามนั้น จึงไม่ชอบ ชอบที่จะให้ถอนชื่อจำเลยออกและใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้มีชื่อในโฉนด
…………………..……………………………………………………………..
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้มอบเงินของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนไปทำการซื้อที่ดินแทนโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดใส่ชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ตลอดมา ต่อมาโจทก์ประสงค์จะปลูกตึกในที่ดินของโจทก์ ได้แจ้งในจำเลยจัดการโอนที่ดินเป็นของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติ จึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบให้จำเลยซื้อทรัพย์แทนโจทก์ จำเลยที่ ๒ ซื้อทรัพย์พิพาทจากผู้มีชื่อและใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ กับนางนุ้ย แซ่เตียว ลงในใบไต่สวนร่วมกับจำเลยที่ ๒ โจทก์อ้างว่าให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อทรัพย์พิพาทไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือย่อมเป็นโมฆะ ใช่ไม่ได้ตามกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยเป็นตัวแทนซื้อทรัพย์พิพาทแทนโจทก์แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็ฟ้องได้ ให้จำเลยทั้งสองจัดการโอนโฉนดให้แก่โจทก์ที่ ๒
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าให้จำเลยซื้อที่ดินแทนตน แต่ไม่มีหลักฐานการตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ ย่อมเป็นโมฆะนั้น กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกเอาประโยชน์ที่อ้างว่าตัวแทนได้รับไว้จากการที่โจทก์มอบหมายให้ไปทำการแทน ดังนั้น ถึงการนั้นจะไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือ โจทก์ก็ย่อมฟ้องได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนที่ว่าเมื่อตามเอกสารมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของโจทก์จะนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นประการอื่นไม่ได้นั้น โจทก์นำสืบได้ว่าที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่พิพาทนั้น ได้กระทำในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ หาใช่นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารไม่ พยานโจทก์มีหลักฐานมั่นคงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินรายนี้ส่วนหนึ่งไว้ให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากที่ดินแปลงนี้มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ ๓ คน การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้พนักงานศาลไปทำแผนที่แบ่งเขตที่ดินตามโฉนดแล้วชี้ขาดว่าที่วิวาทหมายเส้นสีแดงเป็นของโจทก์นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะตามประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติว่า เมื่อผู้มีสิทธิในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินแล้ว ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินเป็นบางส่วน ต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้นและพนักงานอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนั้น ไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เมื่อได้รังวัดแบ่งแยกเสร็จแล้ว ถ้าจะต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ก็ให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเสียก่อน แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้ ดังนั้น การที่คู่ความชี้เขตให้พนักงานศาลทำแผนที่แบ่งเขตที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ และศาลพิพากษาให้เป็นไปตามนั้นจึงไม่ชอบ
พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดที่ดิน แล้วใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์ต่อไป ยกฎีกาจำเลย
(เสนอ บุณยเกียรติ-เชื้อ คงคากุล-ยง เหลืองรังษี )
ศาลจังหวัดระนอง - นายสมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ
ศาลอุทธรณ์ - นายใหญ่ ศาลยาชีวิน
ฐานะการเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
ท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า"เจ้าพนักงาน" ก็คือบุคคลสามัญนี่เอง เป็นแต่มีอำนาจหน้าที่บริหารบางสิ่งบางอย่าง และเฉพาะภายในกรอบอำนาจและหน้าที่นั้น จึงจะถือว่าการกระทำของเขาเป็นการกระทำในฐานเป็นเจ้าพนักงาน
มีคำพิพากษาศาลฎีกาทีอธิบายความเป็นเจ้าพนักงานไว้ชัดเจน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๑๑/๒๕๑๖ มีความละเอียดดังนี้
มีคำพิพากษาศาลฎีกาทีอธิบายความเป็นเจ้าพนักงานไว้ชัดเจน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๑๑/๒๕๑๖ มีความละเอียดดังนี้
คดีแดงที่ 511/2516 | พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายพานิช หรือเซ็ก กุสลานุภาพ จำเลย |
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓, ๑๕๗, ๑๗๗
การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่ย่อมเป็นไปตามกฎหมาย ที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการ
เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดส่วนการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดหรือไม่ ย่อมอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ และการที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจะต้องไปเบิกความเป็นพยานหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อตำรวจคนใดได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่
การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ต้องเบิกความต่อศาลตามความสัจจริงในฐานะเป็นพยานในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกฟ้องนั้น เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทั่วๆ ไป หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ หน้าที่ที่ต้องเบิกความตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะแม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่าวให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓
…………………..……………………………………………………………..
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจเรียกเงินจำนวน ๔,๐๐๐ บาท จากนางบุบผาเพื่อนำไปให้จ่าสิบตำรวจประทีป ซึ่งรับราชการอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแกลงผู้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจจ่าสิบตำรวจประทีปโดยวิธีอันทุจริต ไม่ให้จ่าสิบตำรวจประทีปเบิกความในชั้นศาลว่าเห็นนายบุณย์ถอนฟันในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๓ อันเป็นการไม่กระทำการตามหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจประทีปในการเบิกความในฐานะเป็นพยานในคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระยองโจทก์ นายบุณย์ กังวาฬสถิตย์ จำเลยเรื่องประกอบโรคศิลปะสาขาทันตกรรมไม่รับอนุญาต เพื่อช่วยเหลือให้นายบุณย์ไม่ต้องถูกศาลจังหวัดระยองพิพากษาลงโทษ อันเป็นคุณแก่นายบุณย์ ต่อมาจำเลยได้รับเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท จากนางบุบผา เพื่อนำไปให้จ่าสิบตำรวจประทีปดังกล่าวแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า การเบิกความชั้นศาลของจ่าสิบตำรวจประทีปไม่ใช่เป็นการกระทำในหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจแม้จำเลยไปเรียกและรับเงินตามฟ้องจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ พิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จ่าสิบตำรวจประทีปเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด และดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่ถูกจับกุมถูกลงโทษตามกฎหมาย การมาเบิกความต่อศาลเกี่ยวกับข้อหาที่จ่าสิบตำรวจประทีปได้จับกุมมา ต้องถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของจ่าสิบตำรวจประทีป มิฉะนั้นข้อกล่าวหาของตนที่หาว่าผู้ถูกจับกุมได้กระทำความผิดก็ไม่เป็นผล เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเรียกเงินจากผู้อื่นเพื่อนำไปให้แก่จ่าสิบตำรวจประทีปเพื่อให้เบิกความผิดเพี้ยนในสารสำคัญจากความเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นการชักจูงใจให้จ่าสิบตำรวจประทีปปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่ผู้ถูกจับกุมแล้ว พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานคนหนึ่งคนใดจะเป็นการกระทำในหน้าที่หรือไม่นั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตามระเบียบหรือคำสั่งของทางราชการ เจ้าพนักงานเช่นจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส นี้ ย่อมมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด เมื่อได้จับกุมผู้กระทำความผิดมาแล้วผู้กระทำความผิดนั้นจะถูกฟ้องร้องหรือไม่ ย่อมอยู่ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เมื่อผู้กระทำความผิดถูกฟ้องแล้วจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส จะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของพนักงานอัยการและศาล มิใช่ว่าเมื่อจ่าสิบตำรวจประทีปบุปผเวส ได้จับผู้กระทำความผิดแล้วจะต้องไปเบิกความเป็นพยานต่อศาลเสมอไปจนถือว่าเป็นหน้าที่ แต่เมื่อจะต้องไปเบิกความเป็นพยานแล้วจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส ก็มีหน้าที่ต้องเบิกความไปตามความจริงซึ่งก็เป็นหน้าที่อย่างเดียวกับหน้าที่ของประชาชนทั่ว ๆ ไปนั่นเอง หาใช่เป็นหน้าที่โดยตรงอันสืบเนื่องมาจากการที่เป็นเจ้าพนักงานผู้จับกุมผู้กระทำความผิดไม่ การที่จ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส มีหน้าที่ต้องเบิกความเกี่ยวกับการกระทำผิดของนายบุณย์ กังวาฬสถิตย์ ตามความสัจจริง จึงไม่เป็นการกระทำการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จำเลยจะเรียกและรับเงินจากผู้อื่นเพื่อจูงใจจ่าสิบตำรวจประทีป บุปผเวส ให้เบิกความผิดไปจากความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ ที่โจทก์ฟ้อง
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
(ศิริ อติโพธิ - เสถียร ลิมปิษเฐียร - ถนอม ครูไพศาล )
ศาลจังหวัดระยอง - นายสันติ ทักราล
ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา พงคล
การตีความแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. ๑๓๒
ถ้อยคำที่กล่าวว่า ในการตีความแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำตามตัวอักษรนั้น หมายความว่าอย่างไร
ขอให้ท่านพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้....
ขอให้ท่านพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้....
คดีแดงที่ 212/2491 | กรมราชฑัณฑ์ โดยนายประกอบ บุนนาค ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพิจิตร จ. นายหาญ ทิพยะ หรือนิพพะยะ จ.ล. |
ป.ม.แพ่งฯ ม.132
ป.ม.วิ.แพ่ง ม.94.
ป.ม.วิ.แพ่ง ม.94.
ป.ม.แพ่งฯ มาตรา132 ที่ว่าในการตีความแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึง เจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร นั้น หมายความว่า ถ้าข้อความในเอกสารมีทางแปลไปได้แล้ว ก็พึงแปลให้เข้ากับเจตนาในที่นี้ ก็คือเจตนาอันเห็นได้จากหนังสือนั้นเอง มิได้หมายความว่าคู่สัญญาจะทำสัญญาไว้อย่างไรก็ช่าง แต่ย่อมสืบเจตนาได้เสมอการสืบเจตนานอกไปจากที่จะคำนวณได้จากตัวหนังสือนี้ มีห้ามไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94.
…………………..……………………………………………………………..
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาขายข้าวเปลือกให้แก่โจทก์เป็นเวลา ๑ ปี โดยส่งตามงวดซึ่งโจทก์จะได้สั่งในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๘๘ โจทก์แจ้งให้จำเลยส่งข้าวเปลือก ๓๐ เกวียน จำเลยให้เพียง ๑๒ เกวียนโจทก์เตือนให้จำเลยส่งให้ส่งให้ครบ จำเลยไม่ส่ง ทางเรือนจำต้องซื้อข้าวเปลือกจากคนอื่น จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย
จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และฟ้องแย้งเรียกเงินมัดจำ และราคาข้าว ๑๒ เกวียน
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยผิดสัญญา จึงพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เงินมัดจำให้โจทก์ริบ และให้โจทก์ชำระราคาข้าวเปลือก ๑๒ เกวียนให้จำเลย
ศาลอุทธร์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาเป็นใจความสำคัญว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีวัตถุประสงค์ส่งข้าวให้ผู้ถูกคุมขังในเรือนจำกินตลอดเวลาสัญญา โจทก์สั่งเท่าใด จำเลยส่งไม่ครบก็ได้ หากมีข้าวเพียงพอเลี้ยงผูต้องขัง ศาลล่างและศาลอุทธร์ไม่ยอมให้จำเลยนำสืบความข้อนี้ นั้นไม่ถูกต้อง การแปลสัญญา ต้องหยั่งถึงเจตนาตาม ป.ม.แพ่งฯม.๑๓๒
ศาลฎีกาเห็น ตามป.ม.แพ่งฯ ม. ๑๓๒ ที่ว่า ในการตีความแสดงเจตนานั้น ท่านให้เล็งถึงเจตนาอนแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำในสำนวนตามตัวอักษรนั้น หมายความว่าถ้าข้อความในเอกสารมีทางแปลไปได้แล้ว ก็พึงแปลให้เข้ากับเจตนาอันเท็จจริงของคู่สัญญา เพราะเจตนาในที่นี้ ก็คือเจตนาอันเห็นได้จากหนังสือั้นเอง มิได้หมายความว่า คู่สัญญาจะทำอย่างไรก็ช่างแต่ย่อมสืบเจตนาได้เสมอ นอกจากนี้การสืบเจตนานอกไปจากที่จะคำนวนได้จากตัวหนังสือนี้ ยังมีห้ามไว้ในป.ม.วิ.แพ่งฯม. ๑๔๔ ด้วย สัญญาเรื่องนี้มีถ้อยคำชัดเจน ไม่มีกล่าวว่า สักแต่ให้ข้าวเพียงพอผู้ต้องขังดังจำเลยว่า จึงพิพากษายืน.
(จำรูญเนติศาสตร์ ,มนูภันย์,ศิลปสิทธิ์ )
ศาลชั้นต้น - นายสุจุนต์ เมฆวิชัย
ศาลอุทธรณ์ - หลวงวิเทศจรรยารักษ์
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อนุมัติอะไรตามมาตรา ๕๙ ทวิ ป.ที่ดิน ?
การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเสียก่อน...ปัญหาว่าผู้ว่าฯจะอนุมัติในเรื่องอะไร ขอให้ท่านพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้...
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6505/2550 |
|
ป.วิ.พ. มาตรา 55
ป.ที่ดิน มาตรา 59 ทวิ
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเป็นจำเลยที่ 2 กับฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจำเลยที่ 4 และฟ้องจังหวัดเป็นจำเลยที่ 5 ให้ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา แต่การออกโฉนดที่ดินนั้นหากที่ดินมีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หากเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด (จำเลยที่ 2) และผู้ว่าราชการจังหวัด (จำเลยที่ 4) ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 59 ทวิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว สำหรับจำเลยที่ 5 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5
________________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา ตามพื้นที่ระบายด้วยหมึกสีแดงและตามรายละเอียดในแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง
จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า “มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ดังนั้น การที่โจทก์ฎีกาว่ามีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ คดีในชั้นนี้จึงมีปัญหาเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันออกโฉนดที่ดิน จำนวนเนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา ตามพื้นที่ระบายด้วยหมึกสีแดงตามรายละเอียดในแผนที่เอกสารท้ายฟ้อง แต่การออกโฉนดที่ดินนั้นหากที่ดินมีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 (เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด) แต่หากการยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินนั้น เนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ที่บัญญัติว่า “ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน... ถ้ามีความจำเป็นจะขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้... แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด...” โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว ส่วนในตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้นโจทก์ได้ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 และที่ 4 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 5 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีหน้าที่ในการออกโฉนดซึ่งเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จำเลยที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...”
พิพากษายืน
( สิทธิชัย พรหมศร - ชาลี ทัพภวิมล - บุญส่ง น้อยโสภณ )
วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553
การขอแก้ไขเขตจดข้างเคียง - เป็นไปได้เสมอเมื่อแปลงที่ดินของท่านซึ่งได้ทำการรังวัดไว้นานแล้ว แต่มาปัจจุบันข้างเคียงเปลี่ยนแปลงไป เช่น เดิมยังไม่มีถนนตัดผ่าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีการพัฒนาที่ดินขึ้น และท่านต้องการให้รูปแผนที่ในเอกสารสิทธิของท่านปรากฎเขตข้างเคียงว่าจดทางหรือถนนสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ผู้พบเห็นรูปที่ดินของท่านรู้และสนใจในแปลงที่ดินดังกล่าว ท่านจะต้องทำอย่างไร เรื่องนี้กรมที่ดินได้วางทางปฏิบัติไว้ดังนี้......
"...พนักงานเจ้าหน้าที่ควรแนะนำให้ผู้ขอยื่นคำขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินแปลงนี้เพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในที่ดินเสียก่อน เจ้าพนักงานที่ดินจึงจะมีอำนาจแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเพื่อแก้ไขข้างเคียง จากเลขที่ดิน เป็นทางสาธารณประโยชน์ ให้ถูกต้องตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฏหมายที่ดินได้..."(ตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท 0713/9094 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2533 ตอบข้อหารือจังหวัดนครศรีธรรมราช) ยกเลิกโดย มท 0606/ว 00730 ลว.10 ม.ค.2540
วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
แนวทางปฏิบัติตาม ป.ที่ดิน จากหนังสือเวียน
ประมวลกฎหมายที่ดิน....เป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาดำเนินการเรื่องสำคัญ ๒ เรื่อง
๑. เรื่องการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
๒.เรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
๑. เรื่องการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
๒.เรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
ลำพังแต่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายที่ดินไม่อาจทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ได้ จึงต้องมีแนวทางปฏิบัติเป็น....... ไกด์ไลน สำหรับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรียกกันว่า "หนังสือเวียน" ไว้เป็น แฮนด์บุ๊ก หรือ คู่มือ สำหรับทำงาน โดยหนังสือเวียนดังกล่าวมีมากมาย จดจำกันไม่หวาดไม่ไหว
ผมจึงได้ทำบันทึกย่อหนังสือเวียนที่เกี่ยวกับเรื่องสำคัญ ๒ เรื่องดังกล่าวนั้น โดยจะหยิบยกเอาหนังสือเวียนสำคัญที่เจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไปควรรู้มานำเสนอตามลำดับ ๆ ไป......
เรื่องแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิซึ่งมีข้อสงสัยว่าหนังสือแสดงสิทธินั้นออกไปโดยมิชอบ / โดยกฎหมาย หากปรากฎว่าเอกสารสิทธินั้นไม่ชอบ ย่อมเป็นความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานที่ดินในพื้นที่นั้นต้องดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไข เพื่อให้เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินได้กำหนดขั้นตอนไว้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ถูกเพิกถอน ต้องถือว่าเอกสารดังกล่าวมีความสมบูรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ดังนั้น เมื่อมีการนำเอกสารแสดงสิทธิดังกล่าวมาขอจดทะเบียน เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการให้ แต่ต้องดำเนินการดังนี้
การจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินที่มีปัญหาสงสัยว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นจะออกไปโดยไม่ชอบ - 1.กรณีผู้มีอำนาจในการสั่งแก้ไข เพิกถอน พิจารณายุติแล้วว่าจะต้องแก้ไข หรือเพิกถอน ให้ระงับการจดทะเบียนทันที 2. ผู้มีอำนาจยังพิจารณาไม่ยุติ จดทะเบียนต่อไปได้ แต่ต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบถึงเหตุนั้น และหากยืนยันให้จดทะเบียนก็ให้บันทึกไว้ แล้วจดได้ (กรมที่ดินที่ มท 0712.1/ว 18340 ลว. 24 ส.ค. 2526)
หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2864 ลว. 7 ก.พ. 2529 วางทางปฏิบัติว่า ถ้าเป็นกรณีที่ยังมีปัญหาหรือข้อสงสัยว่าการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้มีอำนาจในการสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนยังพิจารณาไม่ยุติ จดทะเบียนได้ แต่ต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบถึงเหตุนั้น หากทราบแล้วยังประสงค์จะจดทะเบียน ก็ให้บันทึกถ้อยคำไว้และจดทะเบียนต่อไป
หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0708/ว 707 ลว. 26 มิ.ย. 2530 วางทางปฏิบัติไว้ว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ป.ที่ดิน ได้สรุปรายงานเหตุไม่ชอบไปยังผู้มีอำนาจเพิกถอน ให้งดการจดทะเบียนไว้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจเพิกถอน
ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือที่ มท ๐๗๒๘ /ว ๒๖๐๖ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๔ ให้ยกเลิกหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0708/ว 707 ลว. 26 มิ.ย. 2530 เพราะความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ ทำให้หลักการเกี่ยวกับการเพิกถอนแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และได้กำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่ ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๒๒๖๓๓ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔
๑.เมื่อความปรากฏว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใด โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฏหมายที่ดิน ให้พนักกงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ลงบัญชีอายัดที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๒๒๘/๒๕๓๐ เรื่องการอายัดที่ดินโดยอนุโลม และให้เขียนข้อความลงในบัญชีอายัดว่า “ ที่ดินแปลงนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอน (หรือแก้ไข) “ แล้วลงลายมือชื่อพร้อมวันเดือนปีกำกับไว้ ต่อเมื่อเสร็จเรื่องแล้วจึงหมายเหตุว่า “ ดำเนินการแล้วเสร็จ” แล้วลงลายมือชื่อพร้อมวันเดือนปีกำกับไว้
๒. หากมีผู้มาขอจดทะเบียน แจ้งเหตุดังกล่าวให้ทราบ และบันทึกยืนยันไว้ หากทราบแล้วไม่ยินยอมลงชื่อรับทราบ ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกการแจ้งไว้เป็นหลักฐาน โดยมีเจ้าหน้าที่ลงชื่อเป็นพยานไว้ด้วย ๒ คน และวจดทะเบียนให้ต่อไป
๓. เมื่อเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ ได้รับคำสั่งให้เพิกถอนแก้ไขให้ดำเนินการดังนี้
๓.๑ หมายเหตุดั้วยอักษรสีแดงว่า “ โฉนดที่ดิน...นี้ได้เพิกถอนตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ....ลงวันที่.......เดือน.... พ.ศ........” ทุกหน้าทุกแผ่น แล้วลงลายมือชื่อพร้อมวันเดือนปีกำกับไว้
๓.๒ กรณีแก้ไข ให้หมายเหตุด้วยอักษรสีแดงว่า “ได้แก้ไขตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ ....ลงวันที่.......เดือน.... พ.ศ........” แล้วลงลายมือชื่อพร้อมวันเดือนปีกำกับไว้
๔. เมื่อดำเนินการเสร็จ ให้คืนแก่ผู้ยึดถือไป ถ้าเพิกถอนให้เก็บเข้าสารบบ รายงานกรมที่ดหรือศูนย์รวบรวมข้อมูลแล้วแต่กรณี
๕. ถ้าเป็นกรณีเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๗๑ มีอำนาจแก้ให้ถูกต้องได้ โดยขีดฆ้าอความที่เขีนีหรือพิมพ์ผิดพลาดออกด้วยหมึกสีแดง แล้วเขียนหรือพิมพ์ข้อความที่ถูกต้องแทน แล้วลงลายมือชื่อพร้อมวันเดือนปีกำกับไว้
หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 15504 ลว.3 ส.ค. 2533 ซ้อมความเข้าใจเรื่องนี้ว่า 1. พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ม.71 ป.ที่ดิน ยังพิจารณาไม่ยุติ จดทะเบียนต่อไปได้ ก่อนจดให้แจ้งคู่กรณีทราบถึงเหตุนั้น หากคู่กรณีทราบแล้วและประสงค์จะจดทะเบียน ก็ให้บันทึกถ้อยคำไว้ โดยไม่ต้องให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตก่อนแต่อย่างใด 2. พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ม. 71 ป.ที่ดิน ได้สรุปรายงานเหตุนั้นให้ผู้มีอำนาจพิจารณาแล้ว ให้งดการจดทะเบียนใดๆไว้ แต่หากยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไข หากประสงค์จดทะเบียนโดยคู่กรณีได้ทราบถึงเหตุนั้นแล้ว ยังยืนยันให้จด ก็ให้บันทึกไว้ และเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ ก็ให้จดทะเบียนให้แก่ผู้ขอได้
หนังสือกรมที่ดิน ด่วนมาก ที่ มท 0610/ว 02528 ลว. 1 ก.พ. 2536 การบันทึกเหตุที่ไม่ชอบดังกล่าว ให้บันทึกแต่เพียงรับทราบเหตุอันอาจเพิกถอนหรือแก้ไข และคู่กรณียืนยันให้จดทะเบียนเท่านั้น ไม่ให้บันทึกให้คู่กรณีรับผิดชอบกันเอง และควรบันทึกเฉพาะกรณีที่มีเหตุผลควรสงสัยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบแล้ว แต่คู่กรณีไม่ยอมลงชื่อรับทราบ ก็ให้บันทึกการแจ้งไว้เป็นหลักฐาน
มีข้อน่าสังเกตุเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอันเนื่องมาจากการบันทึกถึงเหตุที่ไม่ชอบ อาจทำให้คู่กรณีที่มาทำนิติกรรมนั้นได้รับความเสียหายได้ เพราะหากเห็นว่าไม่ชอบทางราชการก็ควรดำเนินการให้เพิกถอนให้เอกสารนั้นสิ้นผลไปโดยเร็ว เมื่อเอกสารยังได้รับการรับรองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ เจ้าหน้าที่จะอาศัยข้อเท็จจริงใดมาอ้างว่าเอกสารสิทธินั้นอาจไม่ชอบ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)